ภัยสังคมที่เกิดจากการใช้บริการอินเทอร์เน็ต
“นายโอม” อ้างตัวเป็นหลานชายนักการเมือง แต่มีพฤติกรรมหลอกลวงผู้เสียหายจำนวนมากมาย โดยเฉพาะผู้หญิงตกเป็นเหยื่อหลายราย หลังจากไปหลงกลหนุ่มแสบที่เสกสรรปั้นแต่งสารพัดเรื่องราวให้คนที่เล่นแช๊ตด้วยเกิดความสงสารใจอ่อน จนยอมให้เบอร์โทรศัพท์ สุดท้ายเมื่อมีการนัดพบกันก็จะตกเป็นเหยื่อนายโอม ทั้งฉกเงินหรือชิงทรัพย์สิน ฯลฯ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลกันในโลกออนไลน์ก็พบว่ามีคนตกเป็นเหยื่อมากมายบางราย ถึงขั้นพลาดพลั้งถูกล่วงละเมิดทางเพศก็มี ก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2551-2555 โดยมีการไปแจ้งความไว้ที่หลายโรงพักด้วยกัน เช่น สน.บางนา แต่ยังไม่มีตำรวจท้องที่ใดจับกุมได้ มีแต่เพียงออกหมายจับ
หลังจากนั้นบรรดาผู้เสียหายกลุ่มหนึ่งจึงได้เริ่มรวมตัวแลกเปลี่ยนข้อมูล กันแล้วตัดสินใจ นำเรื่องราวไปโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “ตามล่าไอ้โอม” www.facebook.com/omehunter และอีเมล : ome_hunt@hotmail.com ทำให้มีผู้เสียหายที่เคยตกเป็นเหยื่อทยอยแจ้งข้อมูลและเบาะแสต่าง ๆ กระทั่งทาง พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บช.น.และ พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ ผกก.สส.3 บก.สส. บช.น. วางแผนนำกำลัง ทั้งฝ่ายสืบสวน บช.น. สืบสวน บก.น.5 และ สน.บางนา ช่วยกันแกะรอยไล่ล่าตัว “ไอ้โอม” จากเบาะแสต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จากทางอินเทอร์เน็ต
สุดท้ายไอ้โอม ซึ่งมาทราบชื่อภายหลังคือ นายชาคร บุญเชิญ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ต้องมาจนมุมเพราะได้โทรศัพท์ไปหลอก นายสุเมธ วิวัฒน์วิชา ช่างภาพนิตยสารแพรว ซึ่งถูกทุบกระจกรถยนต์ขโมยทรัพย์สินในซอยบางขุน นนท์ 29 ท้องที่ สน. บางขุนนนท์ คนร้ายได้ กล้องถ่ายรูป โน้ตบุ๊ก โดยมีไฟล์ที่มีภาพถ่ายศิลปินดัง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” กับ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่จะใช้ลงนิตยสารถูกขโมยไปด้วย ไอ้โอมคงเห็นข้อมูลจากสื่อมวลชน เลยฉวยโอกาสโทรศัพท์ไปสร้างเรื่องว่ามีคนร้ายนำทรัพย์สินดังกล่าวมาจำนำไว้ 6 หมื่นบาท
แต่นายสุเมธ ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ โทรศัพท์ไปปรึกษา พ.ต.อ.นพศิลป์ จากนั้นตำรวจจึงได้วางแผนจับกุมไอ้โอมได้สำเร็จภายในห้องพักย่านลาดพร้าว ยังพบของกลางมากมาย 138 รายการ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน บัตรของธนาคาร และเอกสาร ใบขับขี่ บัตรข้าราชการ ซึ่งสามาร ถระบุยืนยันชื่อผู้เสียหายที่ถูกลักทรัพย์ได้จำนวน 66 คน เมื่อขยายผลเพิ่มเติมพบว่า มีผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ชัดเจนอีก 8 สน. คือสน.บางนา ทองหล่อ จระเข้น้อยลุมพินี สุทธิสาร ปทุมวัน ธรรมศาลา และ บางยี่ขัน สามารถติดต่อผู้เสียหายได้แล้ว 41 ราย อยู่ระหว่างให้ผู้เสียหายมาดูของกลางและมาชี้ตัวคนร้าย นอกจากนี้ในพื้นที่ต่างจังหวัดยังมี สภ.เมืองสุรินทร์, สภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์,สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี, สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ฯลฯ
หลังจากนั้นบรรดาผู้เสียหายกลุ่มหนึ่งจึงได้เริ่มรวมตัวแลกเปลี่ยนข้อมูล กันแล้วตัดสินใจ นำเรื่องราวไปโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “ตามล่าไอ้โอม” www.facebook.com/omehunter และอีเมล : ome_hunt@hotmail.com ทำให้มีผู้เสียหายที่เคยตกเป็นเหยื่อทยอยแจ้งข้อมูลและเบาะแสต่าง ๆ กระทั่งทาง พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บช.น.และ พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ ผกก.สส.3 บก.สส. บช.น. วางแผนนำกำลัง ทั้งฝ่ายสืบสวน บช.น. สืบสวน บก.น.5 และ สน.บางนา ช่วยกันแกะรอยไล่ล่าตัว “ไอ้โอม” จากเบาะแสต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จากทางอินเทอร์เน็ต
สุดท้ายไอ้โอม ซึ่งมาทราบชื่อภายหลังคือ นายชาคร บุญเชิญ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ต้องมาจนมุมเพราะได้โทรศัพท์ไปหลอก นายสุเมธ วิวัฒน์วิชา ช่างภาพนิตยสารแพรว ซึ่งถูกทุบกระจกรถยนต์ขโมยทรัพย์สินในซอยบางขุน นนท์ 29 ท้องที่ สน. บางขุนนนท์ คนร้ายได้ กล้องถ่ายรูป โน้ตบุ๊ก โดยมีไฟล์ที่มีภาพถ่ายศิลปินดัง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” กับ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่จะใช้ลงนิตยสารถูกขโมยไปด้วย ไอ้โอมคงเห็นข้อมูลจากสื่อมวลชน เลยฉวยโอกาสโทรศัพท์ไปสร้างเรื่องว่ามีคนร้ายนำทรัพย์สินดังกล่าวมาจำนำไว้ 6 หมื่นบาท
แต่นายสุเมธ ไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ โทรศัพท์ไปปรึกษา พ.ต.อ.นพศิลป์ จากนั้นตำรวจจึงได้วางแผนจับกุมไอ้โอมได้สำเร็จภายในห้องพักย่านลาดพร้าว ยังพบของกลางมากมาย 138 รายการ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ บัตรประชาชน บัตรของธนาคาร และเอกสาร ใบขับขี่ บัตรข้าราชการ ซึ่งสามาร ถระบุยืนยันชื่อผู้เสียหายที่ถูกลักทรัพย์ได้จำนวน 66 คน เมื่อขยายผลเพิ่มเติมพบว่า มีผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ชัดเจนอีก 8 สน. คือสน.บางนา ทองหล่อ จระเข้น้อยลุมพินี สุทธิสาร ปทุมวัน ธรรมศาลา และ บางยี่ขัน สามารถติดต่อผู้เสียหายได้แล้ว 41 ราย อยู่ระหว่างให้ผู้เสียหายมาดูของกลางและมาชี้ตัวคนร้าย นอกจากนี้ในพื้นที่ต่างจังหวัดยังมี สภ.เมืองสุรินทร์, สภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์,สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี, สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ฯลฯ
นอกจากนี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยยังเกิดเหตุลักษณะทำนองเดียวกันขึ้นอีกคือ หลอกลวงเหยื่อทางอินเทอร์เน็ตมาแล้วนับไม่ถ้วน กระทั่งพ.ต.ท.เจิดเกษม ศิริโชติ สว.สส.สน.บางชัน ตามแกะรอยคนร้ายมาดำเนินคดีได้ เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา คือ นายอิศรา หรือ ต้อม สุพร อายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ต.บ้านพริก อ.บ้านนา จ.นครนายก ตามหมายศาลจังหวัดมีนบุรี ในข้อหา ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ จับกุมตัวได้ที่ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี พ.ต.ท.เจิดเกษม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายหลายรายมาแจ้งความว่า ถูกนายอิศรา หลอกเป็นเพื่อนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนและขอให้โอนเงินด่วนเข้าไปให้ใน บัญชีธนาคารวิหารแดง จ.สระบุรี แต่ที่น่าตกใจคือ ผู้ต้องหาเรียนจบเพียงชั้นประถมปีที่ 6 แต่ได้หลอกเหยื่อมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 ไปแล้วกว่า 60 ราย
สำหรับพฤติกรรมที่ใช้หลอกล่อเหยื่อนั้น นายอิศรา อ้างว่าชนวนเรื่องมาจากผูกใจเจ็บเพราะเคยถูกหลอกขายเบอร์โทรศัพท์ “เลขสวย” ทางอินเทอร์เน็ตมาก่อน ต้องเสียเงินค่าโอนเงินไป 500 บาท จากนั้นเลยวางแผนคิดจะเอาคืนบ้าง จึงไปเปิดหาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์กูเกิ้ล โดยพิมพ์คำว่า “หลอกคนยังไงให้หลงเชื่อ” นอกจากนี้ยังคลิกเข้าไปอ่านศึกษาเรื่องราว การใช้จิตวิทยากับมนุษย์ พออ่านอย่างละเอียดแล้วจึงมาทดลองใช้ โดยไปเปิดหาเหยื่อตามเฟซบุ๊ก ไฮไฟว์ และอินสตาแกรม ขอเป็นเพื่อนกับคนอื่นๆ ไปทั่วพอรู้เบอร์โทรศัพท์ก็จะเริ่มโทรฯ ไปหลอกเหยื่อว่าเป็นเพื่อนกำลังเดือดร้อน พยายามใช้วิธีการพูดจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้มาหลายรายด้วยกัน ครั้งที่หลอกได้เงินมากสุดคือ 1 แสนบาทนั้นโทรไปหลอกคนแก่ที่ จ.อุดรธานี นอกจากนี้ยังเคยหลอกเงินหลานชายบิ๊กทหารชื่อดัง แต่สุดท้ายก็ต้องมาจนมุมจากทีวีวงจรปิด บันทึกภาพหลักฐานเอาไว้ได้ขณะไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม
สำหรับพฤติกรรมที่ใช้หลอกล่อเหยื่อนั้น นายอิศรา อ้างว่าชนวนเรื่องมาจากผูกใจเจ็บเพราะเคยถูกหลอกขายเบอร์โทรศัพท์ “เลขสวย” ทางอินเทอร์เน็ตมาก่อน ต้องเสียเงินค่าโอนเงินไป 500 บาท จากนั้นเลยวางแผนคิดจะเอาคืนบ้าง จึงไปเปิดหาอ่านข้อมูลในเว็บไซต์กูเกิ้ล โดยพิมพ์คำว่า “หลอกคนยังไงให้หลงเชื่อ” นอกจากนี้ยังคลิกเข้าไปอ่านศึกษาเรื่องราว การใช้จิตวิทยากับมนุษย์ พออ่านอย่างละเอียดแล้วจึงมาทดลองใช้ โดยไปเปิดหาเหยื่อตามเฟซบุ๊ก ไฮไฟว์ และอินสตาแกรม ขอเป็นเพื่อนกับคนอื่นๆ ไปทั่วพอรู้เบอร์โทรศัพท์ก็จะเริ่มโทรฯ ไปหลอกเหยื่อว่าเป็นเพื่อนกำลังเดือดร้อน พยายามใช้วิธีการพูดจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้มาหลายรายด้วยกัน ครั้งที่หลอกได้เงินมากสุดคือ 1 แสนบาทนั้นโทรไปหลอกคนแก่ที่ จ.อุดรธานี นอกจากนี้ยังเคยหลอกเงินหลานชายบิ๊กทหารชื่อดัง แต่สุดท้ายก็ต้องมาจนมุมจากทีวีวงจรปิด บันทึกภาพหลักฐานเอาไว้ได้ขณะไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม
วิเคราะห์ข่าว
ปัญหาที่เกิด
1. หลอกลวงโดยใช้ Social Network ในการล่อลวงไปข่มขืน
สาเหตุของปัญหา
1. ไม่สามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงได้ใน Social Network
2. หลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน
ผลกระทบด้านต่างๆ
1. ทำให้โดนหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
วิธีการแก้ไข
1. ไม่ควรหลงเชื่อบุคคลต่างๆใน Social Network โดยไม่ตรวจสอบก่อน
2. ถามจากบุคคลต่างๆว่ารู้จักรึปล่าว
1. หลอกลวงโดยใช้ Social Network ในการล่อลวงไปข่มขืน
สาเหตุของปัญหา
1. ไม่สามารถรู้ตัวตนที่แท้จริงได้ใน Social Network
2. หลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน
ผลกระทบด้านต่างๆ
1. ทำให้โดนหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
วิธีการแก้ไข
1. ไม่ควรหลงเชื่อบุคคลต่างๆใน Social Network โดยไม่ตรวจสอบก่อน
2. ถามจากบุคคลต่างๆว่ารู้จักรึปล่าว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น